Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

  กลับหน้าแรก ประวัติผู้อวยการ ทำเนียบผู้บริหาร ศูนย์การเรียน  
สมานฉันท์
มีปัญหาปรึกษาราชทัณฑ์ กิจการภายใน   ข่าวประกวดราคา

 

 
กลับหน้าแรก
 
   
 
การพระราชทานอภัยโทษ

ความหมาย
การพระราชทานอภัยโทษ หมายถึง การพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แก่ผู้ต้องโทษ ให้ได้รับการปล่อยตัว หรือลดโทษแล้วแต่กรณี ทั้งเป็นไปในรูปของการพระราชทานอภัยโทษเป็นการเฉพาะรายแก่ผู้ต้องโทษที่ได้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นมา และในรูปของการพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาส หรือวาระที่สำคัญเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์ และบ้านเมืองโดยจะกำหนดเป็นพระราชกฤษฎีกา

ประวัติ

การพระราชทานอภัยโทษ เป็นประเพณีสิบทอดกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้ต้องขังราชทัณฑ์ เนื่องในโอกาสสำคัญของบ้านเมือง โดยเป็นไปตามพระราชดำริ หรือพระราชประสงค์ขององค์พระมหากษัตริย์ ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของบ้านเมืองเมื่อปี พ.ศ. 2475 การพระราชทานอภัยโทษจะกระทำในขอบเขตของกฎหมายรัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 7 โดยมีการกำหนดกฏเกณฑ์ไว้แน่นอน คือ พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจทางฝ่ายบริหารในการพระราชวินิจฉัยฎีกาที่ทูลเกล้าฯ ขึ้นมา หรือมาจากการถวายคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี

วัตถุประสงค์ในการพระราชทานอภัยโทษ

เพื่อให้เกิดผลต่อความมั่นคงของชาติ เพราะการพระราชทานอภัยโทษก่อให้เกิดความรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในหมู่ผู้ต้องราชทัณฑ์
การพระราชทานอภัยโทษจะสามารถแก้ไขความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม เปิดโอกาสให้มีการทบทวนโต้แย้งแสดงความบริสุทธิ์
เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะในกิจการราชทัณฑ์ที่จะนำการพระราชทานอภัยโทษมาป็นสิ่งจูงใจ ให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ประพฤติปฏิบัติตนดี มีผลต่อการปกครองเรือนจำ
ช่วยลดจำนวนนักโทษ ผ่อนคลายความแออัดยัดเยียดในเรือนจำลงได้ เป็นการประหยัดงบประมาณในการเลี้ยงดูนักโทษ และการสร้างเรือนจำเพิ่ม
ลดความเป็นปฏิปักษ์ต่อสังคมในความรู้สึกของนักโทษ ก่อให้เกิดความสำนึกในการทำความดีต่อไป เป็นการสนับสนุนนโยบายการแก้ไขผู้ต้องขังให้กลับตนเป็นพลเมืองดี ซึ่งสอดคล้องกับหลักอาชญาวิทยา และทัณฑวิทยา
เพื่อประโยชน์ต่อสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ในกรณีมีการร้องขอจากต่างประเทศ
ผ่อนคลายความเคร่งครัดของกฎหมายตามลายลักษณ์อักษร โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและเหตุผลทางด้านมนุษยธรรม เช่น ความเจ็บป่วย มูลเหตุจูงใจให้กระทำผิด ความเยาว์วัย หรือเหตุผลในด้านอื่นๆ ตามแต่กรณี
กฎหมายที่เกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษ

การพระราชทานอภัยโทษ ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกฏหมายหลายฉบับ รวมตลอดถึงพระราชประเพณีนิยมในการพระราชทานอภัยโทษ พระบรมราชโองการ พระราชกระแสที่เกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษ และแบบแผนของทางราชการที่สิบต่อกันมา กฎหมายที่เป็นแม่แบบสำคัญและกฎระเบียบต่างๆ ที่ใช้ในการดำเนินการพระราชทานอภัยโทษ ได้แก่

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 225
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 7 ว่าด้วยอภัยโทษ เปลี่ยนโทษหนักเป็นเบาและลดโทษ มาตรา 259,260,261,262,263,264,265,266 และ 267
พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 มาตรา 34
กฎกระทรวงมหาดไทยออกตามความในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 (มาตรา 34) ข้อ 120,121,122,123,124,125 และ 126
หนังสือกรมฯ ที่ มท 0905/ว 169 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2522 และที่ มท 0914/ว 61 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 เรื่องการสอบสวนเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
หนังสือกรมฯ ที่ มท 0906/ว 33 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2537 เรื่องนักโทษเด็ดขาดที่ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษถึงแก่กรรม
หนังสือกรมฯ ที่ มท 0911/21551-6 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538
ประเภทของการพระราชทานอภัยโทษ

การพระราชทานอภัยโทษแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

การพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล หรือคณะบุคคล
การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป
การพระราชทานอภัยโทษทั้งสองลักษณะดังกล่าว มีหลักเกณฑ์ และวิธีดำเนินการที่แตกต่างกัน ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียด เป็นลำดับต่อไป

การพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลหรือคณะบุคคล

การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการเฉพาะรายบุคคลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259 กำหนดให้ผู้ต้องโทษ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น บิดา มารดา บุตร-ธิดา ญาติพี่น้อง เป็นผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษต่อองค์พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้จะดำเนินการได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หรือในกรณีที่ไม่มีผู้ใดถวายเรื่องราว ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเป็นการสมควรจะถวายคำแนะนำขอพระราชทานอภัยโทษให้ก็ได้ ตามนัยแห่งประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 261 วรรคสอง การขอพระราชทานอภัยโทษ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนี้จะดำเนินการได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วเช่นเดียวกัน

ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษที่ยื่นมาแล้วนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 261 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งถวายความเห็นว่าควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่

เมื่อเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ได้ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว

จะทรงมีระบรมราชวินิจฉัยว่าสมควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ประการใด หากพระราชทานอภัยโทษให้อาจจะเป็นการพระราชทานอภัยโทษให้ทั้งหมดโดยให้ปล่อยตัวไป หรือพระราชทานอภัยโทษให้เป็นบางส่วน เช่น ลดโทษจากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต หรือลดโทษจากกำหนดระยะเวลาต้องโทษเดิม การพระราชทานอภัยโทษนี้จะมีพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยโทษลงมาเป็นการเฉพาะ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ส่วนรายใดที่ไม่มีพระราชอภัยโทษให้ ก็จะมีหนังสือสำคัญแจ้งผลฎีกา โดยอ้างพระราชกระแสว่า ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้วมีพระราชกระแสให้ยกฎีกา หนังสือสำคัญดังกล่าวนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามแจ้งพระราชกระแส

เรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษซึ่งไม่ใช่โทษประหารชีวิต ถ้ามีพระราชกระแสให้ยกฎีกา แล้วจะยื่นใหม่อีกไม่ได้จนกว่าจะพ้นสองปีนับแต่วันที่ถูกยกเลิกครั้งก่อน คือจะต้องคอยให้พ้นสองปีไปก่อนจึงจะยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นใหม่ได้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 264

วิธีการและขั้นตอนการดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล

ผู้ต้องโทษหรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องจะใช้สิทธิยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ (ดังตัวอย่างหนังสือฎีกาทูลเกล้า 1 และ 2) ผ่านเรือนจำ/ทัณฑสถาน หรือส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องก็ได้ เช่น สำนักราชเลขาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ (กรณีเป็นนักโทษชาวต่างประเทศ) หรือกรมราชทัณฑ์ เมื่อเรือนจำหรือทัณฑสถานได้รับเรื่องราวทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษเด็ดขาด หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องแล้ว หรือกรมราชทัณฑ์สั่งการให้สอบสวนตามนัยหนังสือหมู่กรมฯ ที่ มท 0905/ว 169 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2522 และที่ มท 0914/ ว 61 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 จะต้องดำเนินการดังนี้

การดำเนินการในขั้นตอนของเรือนจำ/ทัณฑสถาน

1. สอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนักโทษเด็ดขาดตามแบบสอบสวนเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษ (แบบสอบสวนกำหนดไว้ตามหนังสือกรมฯ ที่ มท 0905/ ว 169 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2522)

กรณีนักโทษเด็ดขาดเคยดำรวยศทางทหารหรือตำรวจมาก่อนจะต้องดำเนินการขอผลการถอดยศไปยังต้นสังกัด (ยกเว้นกรณีพลทหารหรือพลตำรวจ)
กรณีเรื่องราวทูลเกล้าฯ อ้างเหตุผลทางครอบครัวหรือมีสาเหตุจูงใจจะต้องมีการสืบเสาะข้อเท็จจริงจากเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียง เพื่อทราบข้อมูลและรายละเอียดของสาเหตุการกระทำผิดโดยแท้จริง และถ้าอ้างเหตุผลในเรื่องสุขภาพ ความเจ็บป่วย และความพิการของร่างกาย ต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพและความเห็นของแพทย์ เพื่อทราบถึงความร้ายแรงของโรค หากอ้างความพิการต้องมีรูปถ่ายประกอบ
กรณีนักโทษต่างชาติจะต้องให้สถานทูตประเทศที่นักโทษถือสัญชาติออกหนังสือรับรองการส่งตัวกลับประเทศ หากได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว
สำหรับกรณีนักโทษเด็ดขาดต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิต ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 262 ให้ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษภายใน 60 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษา ถ้านักโทษผู้นั้นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ก็จะต้องทุเลาการประหารชีวิตไว้จนกว่าจะดำเนินเรื่องฎีกาแล้วเสร็จ
หากนักโทษเด็ดขาดประหารชีวิตไม่ประสงค์จะทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษให้เรือนจำหรือทัณฑสถานดำเนินการรวบรวมเอกสารตามนัยหนังสือเวียนกรมราชทัณฑ์ เกี่ยวกับการสอบสวนขอพระราชทานอภัยโทษส่งไปกรมราชทัณฑ์ภายในกำหนดข้างต้นเพื่อนำเสนอเรื่องราวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าจะพิจารณาถวายคำแนะนำขอพระราชทานอภัยโทษให้หรือไม่

ในทางปฏิบัติเมื่อเรือนจำได้รับหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ที่ให้ลงโทษประหารชีวิตนักโทษรายใด ให้ทำบันทึกแจ้งให้นักโทษรายนั้นลงนามรับทราบถึงสิทธิในการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งว่านักโทษไม่ทราบถึงสิทธิดังกล่าว

เอกสารประกอบฎีกาทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษทุกรายรวมถึงนักโทษประหารชีวิต นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ตามหนังสือเวียนกรมฯ ที่ มท 0905/ว 169 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2522 แล้วเรือนจำ/ทัณฑสถาน จะต้องส่งเอกสารตามหนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ มท 0911/21551-6 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 ไปกรมฯ ด้วย และสำหรับนักโทษประหารชีวิตทุกรายต้องส่งผลการตรวจสุขภาพจิตนักโทษประหารชีวิตของจิตแพทย์ และหากกรมฯ เห็นสมควรทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำรงชีวิต หรือสภาพครอบครัวหรือความประพฤติโดยทั่วๆ ไป ของนักโทษประหารชีวิตก็จะให้นักสังคมสงเคราะห์ของกรมฯ ไปสัมภาษณ์ผู้ต้องโทษ เพื่อนำผลการสัมภาษณ์มาประกอบการพิจารณาอีกทางหนึ่งด้วย

2. การดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารในการขอพระราชทานอภัยโทษ

2.1 แบบสอบสวนเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษจะต้องมีรายละเอียดถูกต้องครบถ้วน

2.2 หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด จะต้องครบถ้วนทุกคดี หากต้องโทษหลายคดี รวมทั้งหมายลดโทษหากได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษ และจะต้องมีรายละเอียดที่สำคัญครบถ้วน ดังนี้

2.2.1 วันที่คดีถึงที่สุด

2.2.2 วันเริ่มต้นนับโทษจำคุก

2.2.3 หมายเลขคดีดำและหมายเลขคดีแดง ต้องตรงกับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น

2.3 สำเนาคำพิพากษาครบถ้วนทุกชั้นศาล และทุกคดีที่มีการพิจารณาคดี และจะต้องมีการรับรองสำเนาถูกต้องจากเจ้าหน้าที่ของศาล มีข้อความชัดเจน รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา โดยผู้ฎีกาจะเป็นผู้เขียนคำร้องขอคัดสำเนาคำพิพากษาของศาล

2.4 รายการประวัติของกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำผิด โดยจะต้องดำเนินการประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

2.5 ทะเบียนประวัติรายตัว (รท.101) จะต้องมีรายละเอียดครบถ้วนที่สำคัญ คือ

2.5.1 การเลื่อนชั้นและลดชั้น

2.5.2 การฝึกวิชาชีพ

2.5.3 ความประพฤติ อุปนิสัย การศึกษา ในระหว่างต้องโทษ หากถูกลงโทษทางวินัยให้ส่งสำเนาคำสั่งลงโทษด้วย

2.5.4 รูปถ่าย

2.6 เอกสารประกอบอื่นๆ (ถ้ามี)

2.6.1 หนังสือรับรองความประพฤติจากผู้นำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่

2.6.2 เอกสารแสดงการประกอบคุณงามความดีตามที่อ้าง ฯลฯ

เมื่อเรือนจำหรือทัณฑสถาน รวบรวมเอกสารดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ให้จัดทำเป็น 3 ชุด แล้วจักส่งไปกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณาดำเนินการ จำนวน 2 ชุด เก็บไว้ที่เรือนจำ จำนวน 1 ชุด กรมราชทัณฑ์จะประมวลเรื่องราวโดยใช้ข้อมูลรายละเอียดจากเอกสารดังกล่าวข้างต้นแล้วเสนอความเห็นต่อกระทรวงมหาดไทยในการพิจารณานำเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ต่อไป ซึ่งความสมบูรณ์ของเรื่องเอกสารมีความสำคัญต่อการพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง

2.7 หลังจากเรือนจำ/ทัณฑสถาน ดำเนินการส่งเรื่องไปกรมราชทัณฑ์แล้ว หากต่อมาปรากฏว่านักโทษที่ยื่นเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษนั้นได้ถึงแก่ความตาย เรือนจำ/ทัณฑสถาน จะต้องรายงานข้อเท็จจริงดังกล่าวให้กรมฯ ทราบโดยด่วน ตามหนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ มท 0906/ ว 33 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2537

วิธีดำเนินการในขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์

เมื่อกรมราชทัณฑ์ ได้รับเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษจากเรือนจำ/ทัณฑสถานแล้ว จะดำเนินการดังนี้

1. ตรวจสอบเรื่องราวโดยละเอียดเกี่ยวกับฎีกา คำพิพากษา หมายจำคุก หมายลดโทษ เอกสารประกอบเรื่องราวว่าถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ หากไม่ถูกต้องจะต้องจัดส่งกลับไปเรือนจำและทัณฑสถานเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง

2. ในกรณีที่มีปัญหาที่จะต้องขอทราบข้อเท็จจริง ประวัติการกระทำผิดหรือรายละเอียดบางประการเกี่ยวกับนักโทษ จะต้องประสานไปยังเรือนจำ หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถานีตำรวจภูธรท้องที่ หรือศาล เป็นต้น

3. ในรายที่เป็นนักโทษความผิดคดียาเสพติดให้โทษ ต้องขอทราบข้อมูลประวัติการกระทำผิด ไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาทุกราย

4. สรุปย่อฎีกาทูลเกล้าฯ และคำพิพากษาในคดีของนักโทษเด็ดขาดรายนั้นๆ

5. ประมวลเรื่องราว ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเหตุผลที่จะถวายความเห็นขึ้นไปตามลำดับชั้นจนถึงกระทรวงมหาดไทย เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้ความเห็นแล้ว จะเสนอเรื่องเพื่อนายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ต่อไป

6. เมื่อมีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานั้นเป็นพระการใด กรมราชทัณฑ์จะแจ้งให้เรือนจำหรือทัณฑสถานทราบ เพื่อแจ้งผู้ถวายฎีกา และบันทึกรับทราบไว้เป็นหลักฐานต่อไป

7. กรณีนักโทษซึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต ก็จะต้องดำเนินการโดยนัยเดียวกันกับการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลดังกล่าวมาแล้ว หากมีพระราชกระแสให้ยกฎีกา คือไม่พระราชทานอภัยโทษให้ กรมราชทัณฑ์จะแจ้งให้เรือนจำให้บังคับโทษประหารชีวิตนักโทษรายนั้นโดยไม่ชัดช้า

การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป

การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป หมายถึง การพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษเด็ดขาดทุกคน แต่ทั้งนี้อาจจะมีข้อยกเว้นความผิดในบางลักษณะที่เห็นว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างร้ายแรง การพระราชทานอภัยโทษประเภทนี้ จะดำเนินการโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษตามการถวายคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี

การที่คณะรัฐมนตรีจะกราบบังคมทูลฯ ขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป นั้น จะต้องเป็นกรณีมีเหตุอันสมควร เช่น เกี่ยวกับพระราชประเพณีที่สำคัญ หรือมีวาระสำคัญต่อเหตุการณ์บ้านเมือง หรือเหตุผลในทางราชทัณฑ์

ส่วนหลักเกณฑ์ที่นักโทษผู้ใดจะได้รับพระราชทานอภัยโทษเท่าใดอย่างไรนั้น จะกำหนดรายละเอียดไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษที่ตราขึ้นในแต่ละครั้ง ทั้งนี้มีหลักเกณฑ์ใหญ่ๆ อยู่ 4 ประการ คือ

เกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป
เกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษโดยไม่มีเงื่อนไข
เกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษโดยมีเงื่อนไข
เกณฑ์ไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ
วิธีการและขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป

1. รัฐบาลมีนโยบายจะให้มีการพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษเป็นการทั่วไป เนื่องในโอกาสสำคัญของบ้านเมือง หรือโอกาสสำคัญที่เกี่ยวข้องกับองค์พระมหากษัตริย์

2. มีการแต่งตั้งคณะกรรมการมาชุดหนึ่ง ประกอบด้วยหน่วยงานฝ่ายปกครอง ป้องกันปราบปราม และหน่วยงานกระบวนการยุติธรรม ร่วมเป็นกรรมการยกร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ

3. กระทรวงมหาดไทยเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว จะส่งร่างพระราชกฤษฎีกาให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษประกาศใช้บังคับต่อไป

4. กรมราชทัณฑ์ จะมีหนังสือสั่งการและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพระราชทานอภัยโทษให้เรือนจำและทัณฑสถานต่างๆ ทราบและเตรียมการปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ

5. ประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อแต่งตั้งผู้พิพากษาและอัยการ ร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษประจำเรือนจำ/ทัณฑสถานต่างๆ ประสานกับกระทรวงกลาโหม เพื่อการพระราชทานอภัยโทษนักโทษทหาร กระทรวงแรงงานฯ กรมประชาสงเคราะห์ เพื่อให้การสงเคราะห์ผู้พ้นโทษ และการจัดหาแหล่งงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหามาตรการรองรับปัญหาอาชญากรรม ผู้ว่าราชการจังหวัด และกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับผู้พ้นโทษที่จะเข้าไปอยู่ในพื้นที่

6. เมื่อเรือนจำและทัณฑสถานต่างๆ ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเรียบร้อยแล้ว จะส่งบัญชีรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษพร้อมรายละเอียด (บัญชีรายชื่อ อ.1-5) มายังกรมราชทัณฑ์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เมื่อกรมราชทัณฑ์ตรวจสอบแล้ว ก็จะรวบรวมสถิติผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทต่อไป

7. ในกรณีเกิดปัญหาเกี่ยวกับการนำบทบัญยัติในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษมาใช้บังคับของคณะกรรมการผู้มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงมหาดไทย จะนำเสนอให้คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ พิจารณาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดเป็นบรรทัดฐานต่อไป

 

 
.................................................................................................................................................